Get Adobe Flash player
ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 089-083-7450, 085-421-9186, 086-131-6228, 085-930-4143, 082-095-6092
เรามาศึกษาธรรมะวันละคำกันเถอะ
จากหนังสือธรรมโฆษณ์-อรรถานุกรม เล่ม๑
คำว่า “กรรม”  มีอรรถลักษณะ๒๑ข้อ ดังนี้
๑.กรรมโดยพยัญชนะ: หมายถึงโดยตัวหนังสือหรือคำแปลตามตัวหนังสือ…คือการกระทำ
๒.  ”กรรมโดยอรรถ: หมายถึงโดยความหมาย…คือ กระทำโดยเจตนา: เรียกว่า กรรม; มีผลเป็นวิบาก
๓.กรรมโดยไวพจน์: หมายถึงคำที่ใช้เรียกแทนกันได้ทั้งคำบาลีและคำภาษาไทย…คือ กรณ, ปฏิบัติ, ปฏิปทา,
๔. กรรมโดยองค์ประกอบ: หมายถึงปัจจัยที่ต้องมีมากกว่าหนึ่ง.และปัจจัยนั้นๆต้องทำงานร่วมกันและพร้อมกันในเรื่องเดียวกัน…มีสาม.
   คือ    ๑. เจตนาในการกระทำ (กิเลส).
๒. ความพยายามกระทำ (ปโยคะ).
            ๓. สำเร็จตามความพยายาม.
๕.กรรมโดยลักษณะ: หมายถึงลักษณะภายนอกที่เป็นเครื่องสังเกตหรือเครื่องกำหนดที่ทำให้รู้ว่าสิ่งนั้นๆเป็นอย่างไร จึงเรียกว่าอย่างนั้น…มีลักษณะ:
                        คือ ๕.๑ ตามเจตนาของการกระทำนั้นๆ.
                                    ๕.๒ ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา, เหมือนสังขตธรรมทั้งปวง.
                                    ๕.๓ เป็นเครื่องจำแนกสัตว์, ควบคุมสัตว์เหมือนเงาตามตัว.     
๖.กรรมโดยอาการ: หมายถึงอาการเคลื่อนไหว หรือแสดงความเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ…คือ
๖.๑ มีอาการเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป, และสิ้นสุดได้ เมื่อสิ้นปัจจัยคือกิเลส. ถ้ายังมีกิเลสก็จะต้องเป็นไปตามอำนาจของกิเลส.
๖.๒ กรรมมีอาการเป็นไปตามกฎแห่งกรรม คือ ปฏิจจสมุปบาท; ทั้งในส่วนของผู้กระทำ หรือผู้รับผลแห่งการกระทำ.
๗.กรรมโดยประเภท: หมายถึงการจำแนกให้เข้ากันเป็นพวกๆ ตามลักษณะอาการของสิ่งนั้นๆ…
            ๗.๑ แบ่งโดยประเภทสอง:
                ๑.กรรมขั้นศีลธรรม: เป็นไปเพื่อการเวียนวายในวัฏฏะ.
                 ๒. กรรมขั้นปรมัตถธรรม: เป็นไปเพื่อการสิ้นสุดแห่งวัฏฏะ.
๗.๒ แบ่งโดยประเภทสาม:
    กลุ่มทีหนึ่ง: บัญญัติตามลักษณะ:
๑.    กรรมที่บัญญัติได้ว่าเป็น กุศล.
๒.    กรรมที่บัญญัติได้ว่าเป็น อกุศล.
๓.    กรรมที่บัญญัติไม่ได้ว่าเป็น กุศล หรือ อกุศล (อัพยากฤต).
กลุ่มที่สอง: บัญญัติตามที่เกิด:
๑.    กายกรรม.
๒.    วจีกรรม.
๓.    มโนกรรม.
กลุ่มที่สาม: บัญญัติตามการกระทำ:
๑.    สนับสนุนกรรมอื่น (ให้หนักขึ้น).
๒.    บีบคั้นกรรมอื่น (ให้เบาลง).
๓.    ตัดขาดกรรมอื่น (ให้เลิกกันไป).
๗.๓ แบ่งโดยประเภทสี่:
      ๑. กรรมดำ  หรือ  กรรมชั่ว.
      ๒. กรรมขาว  หรือ  กรรมดี.
      ๓. กรรมดำขาวเจือกัน คือการกระทำที่เจือกันทั้งชั่วและดี.
       ๔. กรรมไม่ดำไม่ขาว คือเหนือชั่วเหนือดี  เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย.
๘.กรรมโดยกฎเกณฑ์: หมายถึงกฎเกณฑ์ของสิ่งนั้นๆ หรือกฎเกณฑ์เพื่อจะเข้าไปถึงสิ่งนั้นๆ ซึ่งอาจมีได้ทั้งโดยบัญญัติและโดยธรรมชาติ…
            ๘.๑ กรรมมีกฎเกณฑ์ซึ่งสัตว์จะต้องเคารพเชื่อฟังในฐานะเป็นพระเจ้า.
            ๘.๒ กรรมต้องให้ผลอย่างแน่นอน เช่น มีการเคาะที่ไหนย่อมต้องมีเสียงเกิดขึ้นที่นั้น.
            ๘.๓ สัตว์ต้องเป็นไปตามกรรมจนกว่าจะสิ้นกรรม  คืออยู่เหนือกรรม.
            ๘.๔ กรรมต้องให้ผลทันทีที่มีการกระทำเสร็จ.
            ๘.๕ แม้กรรมเก่าที่จะให้ผลเป็นทุกข์ก็มีอยู่  แต่ถ้าประพฤติถูกต้องตามกฏอิทัปปัจจยตา  กรรมนั้นก็ไม่อาจจะให้ผล. ถ้ากระทำกรรมไม่ดำไม่ขาว ก็เป็นอันยกเลิกไป ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่.
            ๘.๖ สุข-ทุกข์  ในปัจจุบัน  มิใช่เป็นผลของกรรมเก่า; แต่เกิดจากกฏอิทัปปัจจยตาที่สัตว์กระทำถูกหรือกระทำผิด; คือเป็นฝ่ายนิโรธหรือฝ่ายสมุทัย.
            ๘.๗ กรรมและการให้ผลของกรรมที่แท้จริงนั้น  ต้องเป็นเรืองของปัจจุบันธรรม และเป็นสันทิฏฐิโก.
            ๘.๘ ถ้ารักษาจิตไว้ได้  ก็จะไม่มีความผิดพลาดหรือปัญหาใดๆ เกี่ยวกับกรรม.
            ๘.๙ กรรมให้ผลทันทีเมื่อมีการกระทำเสร็จ  นี้เป็นผลของกรรมโดยตรง. ส่วนที่เป็นทางบวกหรือทางลบก็ตามนั้นไม่แน่; เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างอื่นอีก  จึงเรียกว่าผลโดยอ้อม.
๙.กรรมโดยสัจจะ: หมายถึงความจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ…
๙.๑ กรรมโดยหลักแห่งศีลธรรม: มีผู้กระทำกรรม; โดยหลักแห่ง              ปรมัตถ   ธรรม:   เป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา.
๙.๒ กรรมไม่ต้องรอผลของการกระทำ  ทำดีก็ดีเสร็จ  ทำชั่วก็ชั่วเสร็จ ตั้งแต่เมื่อทำ.  (ส่วนที่ต้องรอนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ว่าจะเป็นแง่บวกหรือแง่ลบ).
๙.๓ ผลของกรรมที่จะติดตามมา ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเหมือนกับตัวกรรม; บางทีอาจจะเป็นตรงกันข้ามก็ได้  เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซงได้.
๙.๔ กรรม ผลกรรม ผู้ทำกรรม ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย  ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอยู่เสมอ; จึงจะหวังเอาตามใจไม่ได้
๙.๕ กรรมและผลของกรรม  แม้ในอัตภาพนี้ก็มีมากมายจนเหลือที่จะจัดการได้อยู่แล้ว; นับประสาอะไรจะไปพูดถึงชาติหน้า.
๙.๖ กรรมที่เป็นสังขารการปรุงแต่ง  มีอยู่สามชนิด: คือ อบุญ(บาป), บุญ (บุญที่ยังหวั่นไหว), อเนญชา บุญที่ไม่มีความหวั่นไหว).
๙.๗ ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้วต้องเป็นทุกข์ทั้งนั้น  แม้กรรมดีมีสุขก็ยังเป็นทุกข์อย่างดี  หรือทุกข์อย่างคนมีความสุข; ต้องเหนือกรรมทั้งปวงจึงจะไม่มีทุกข์ แถงยังเหนือทุกข์อีกด้วย.
๙.๘ สิ้นกรรมไม่ได้หมายความว่าตาย; แต่หมายถึงสิ้นกิเลสที่เป็นเหตุให้ทำกรรม.
๙.๙ กรรมมีอยู่ในทุกรอบแห่งปฏิจจสมุปบาท.
๙.๑๐ กรรมในชั้นปรมัตถธรรม  ไม่มีผู้กระทำกรรมหรือการกระทำกรรม;  มีแต่อาการแห่งปฏิจจสมุปบาท.
๑๐.กรรม“  โดยหน้าที่: (โดยสมมติ) หมายถึงการที่สิ่งมีชีวิตจะต้องกระทำเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ.
๑๐.๑ กรรมทำหน้าจำแนกสัตว์  หรือ ปรุงแต่งสัตว์ ให้เป็นไปตาม
         ลักษณะของเหตุปัจจัย.
๑๐.๒ ยกเว้นกรรมไม่ดำไม่ขาวเสียแล้ว  กรรมย้อมทำสัตว์ให้เวียนว่าย
          อยู่ในวัฏฏะ.
๑๐.๓ กรรมก็ตาม  กิริยาก็ตาม  มีหน้าที่ให้เกิดวิบากและปฏิกิริยา.
๑๑.กรรมโดยอุปมา:หมายถึงการเปรียบเทียบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เข้าใจดีอยู่แล้วเพื่อให้เข้าในสิ่งนั้นๆ ดียิ่งขึ้นจนถึงที่สุด…
                        ๑๑.๑ ลิ่มสลัก  (สกรูนอต) ที่ตรึงสัตว์ให้ติดอยู่ในวัฏฏะ.
                        ๑๑.๒ ยมบาล  ผู้จัดการทุกอย่างอย่างถูกต้อง  ทั้งแก่คนทำดีและ
         คนทำชั่ว.
๑๑.๓ กรรมหรือกฎแห่งกรรม  มีอุปมาเหมือนพระเป็นเจ้าให้รางวัลแก่คนทำถูก  และลงโทษคนทำผิดอย่างไม่รับสินบน.
๑๒.กรรม“  โดยสมุทัย: หมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นๆ…
                        ๑๒.๑ สมุทัยแห่งกรรมมีสามระยะ:
                               ๑. เวทนา  (ความรู้สึก  สุข-ทุกข์).
                                ๒. ตัณหา  (กิเลส).
                                ๓. อุปาทาน  (ความยึดมั่น).
                                   แล้วแต่จะก่อขึ้นในระยะใดระยะหนึ่งในสามระยะนี้.
                                  ทั้งสามระยะนี้มีอวิชชาเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง.
                        ๑๒.๒ ถ้ากล่าวอย่างสรุปสั้นที่สุด  ความต้องการเป็นเหตุให้ทำกรรม
                                 ตามชนิดของความต้องการ.
๑๓.กรรมโดยอัตถังคมะ: หมายถึงความดับของสิ่งนั้นๆ. คือความตั้งอยู่ไม่ได้ชั่วคราว หรือตลอดไปของสิ่งนั้นๆ…
๑๓.๑ ความดับไปตามคราวเพราะขาดเหตุปัจจัยตามธรรมของ
         สังขารธรรมหรือสังขตธรรมทั้งหลาย.
๑๓.๒ เมื่อสิ้นความต้องการหรือตัณหา.
๑๔.กรรมโดยอัสสาทะ: หมายถึงเสน่ห์หรือรสอร่อยที่ยั่วยวนของสิ่งนั้นๆ ซึ่งมีต่อมนุษย์…
                        ๑๔.๑ คนยอมทำกรรมตามความพอใจของตนๆ จึงเป็นอัสสาทะแก่
                               ผู้กระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว.
๑๔.๒ กรรมชั่วเป็นอัสสาทะของคนชั่ว; กรรมดีเป็อัสสาทะของคนดี.
         (รวมไปถึงผลของกรรมด้วย).
๑๕.กรรม โดยอาทีนวะ: หมายถึงโทษหรือความเลวร้ายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งซ่อนอยู่อย่างเห็นได้ยาก…
                            คือ  การทำให้ต้องเวียนว่ายไปตามกรรม ยกเว้นกรรมไม่ดำไม่ขาว  
          ซึ่งไม่มีอาทีนวะ.         
๑๖.”กรรมโดยนิสสรณะ: หมายถึงอุบายหรือวิธีที่จะออกหรือพ้นจากอำนาจของสิ่งนั้นๆ…
                          ๑๖.๑ การดำเนินชีวิตตามอริยมรรคมีองค์แปด.
                          ๑๖.๒ กรรมไม่ดำไม่ขาวหรือกรรมที่สี่ เป็นนิสสรณะของกรรมทั้งสาม
                                 ข้างต้น.
                          ๑๖.๓ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร เป็นนิสสรณะของกรรม ทั้งชนิด
                                  ชั่วคราวและเด็ดขาด.
๑๗.กรรมโดยทางปฏิบัติ: หมายถึงทางปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆเพื่อให้เกิดผลดีตามที่ประสงค์..
                        ๑๗.๑ เพื่อเข้าสู่กรรมดี: คือ กุศลกรรมบถสิบ.
                        ๑๗.๒ เพื่อสิ้นกรรม: คือ การปฏิบัติเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นว่า
                           ตัวตน;  ว่าดี-ว่าชั่ว, ว่าสุข-ว่าทุกข์ ฯลฯ; เมื่อหมดตัวตนก็หมดกรรม.
๑๘.กรรมโดยอานิสงส์: หมายถึงประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อสิ่งนั้นๆ…
                        ๑๘.๑ กรรมดำ: นำไปสู่ทุคติ.
                        ๑๘.๒ กรรมขาว: นำไปสู่สุคติ.
                        ๑๘.๓ กรรมดำขาวเจือกัน: นำไปสู่ทั้งทุคติและสุคติ.
                        ๑๘.๔ กรรมไม่ดำไม่ขาว: นำไปสู่นิพพานหรือความสิ้นกรรม.
๑๙.กรรมโดยหนทางถลำ: หมายถึงการมีโอกาสหรือความบังเอิญที่ทำให้เกิดความง่ายแก่การปฏิบัติหรือการทำหน้าทีให้สำเร็จได้โดยง่ายยิ่งขึ้น; แต่ในบางกรณีความบังเอิญนี้มีได้แม้ในฝ่ายลบหรือไม่พึงประสงค์…
                        ๑๙.๑ สู่กรรมดำ: คบคนพาล
๒๐.”——–“ โดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: หมายถึงปัจจัยหรืออุปกรณ์พิเศษอื่นๆที่จะช่วยให้การกระทำเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ เกิดความสำเร็จได้โดยง่ายและโดยเร็วจนถึงที่สุด…
๒๑.”——–“ โดยภาษาคน-ภาษาธรรม: หมายถึงการพูดจาที่จะกล่าวถึงสิ่งๆนั้นมีทางพูดได้เป็นสองภาษา คือ ภาษาคน และ ภาษาธรรม…
โดยภาษาคน:หมายภาษาคนธรรมดาที่ใช้พูด ซึ่งมักระบุไปยังบุคคลหรือวัตถุภายนอก ที่เรียกว่าบุคคลาธิษฐาน…
โดยภาษาธรรม:หมายถึงภาษาที่ผู้รู้ธรรมพูด ซึ่งมักระบุไปยังคุณค่าหรือคุณสมบัติโดยไม่เล็งถึงบุคคลหรือวัตถุ ที่เรียกกันว่า ธรรมาธิษฐาน…
ศุกร์หน้าพบกับคำว่า “กาม” เป็นธรรมะในคำต่อไป
                   ** *** ** ***
 
 

Leave a Reply

สร้างองค์พระเจดีย์
พระครูจันทสิริธร (หลวงพ่อสารันต์ จันทูปโม ขอเชิญญาติโยมร่วมบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธาสร้างองค์พระเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชา พระครูจันทสิริธร (หลวงพ่อสารันต์ จันทูปโม ขอเชิญญาติโยมร่วมพลังกันสร้างองค์พระเจดีย์ให้แล้วเสร็จกันเถอะเพราะนานปีแล้ว
วัน-เดือน-ปี
พฤษภาคม 2018
อา พฤ
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031